ทำไมจึงถูกสามีทิ้งบ่อยทั้งที่เธอสวยและรวยมาก??

ระลึก ๗ ชาติ ว่ามีวิบากกรรมอะไร ? ของพระอิสิทาสีอรหันตเถรี

ในชีวิตคนเรา เรื่องราวบางเรื่องในชีวิต ก็อยู่เหนือการคาดเดา ถ้าหากไม่ได้บรรลุธรรมขั้นสูงแล้ว จะไม่มีวันเข้าใจได้เลยว่า มันเป็นเพราะเหตุอะไรกันแน่

เรื่องนี้เป็นเรื่องราวในอดีตกาลนานมาแล้ว เกิดขึ้นในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ณ นครปาฏลีบุตร ซึ่งได้รับสมญาว่า “เมืองแห่งดอกไม้” 

ยามเช้าเวลาที่พระเดินบิณฑบาต ได้ปรากฏพระภิกษุณีผู้หมดกิเลสสิ้นอาสวะเป็นพระอรหันต์ ๒ รูป กำลังเดินสำรวมตามกันโคจรบิณฑบาตรับอาหารจากผู้มีจิตศรัทธา รูปหนึ่งนามว่า “โพธิ” ส่วนอีกรูปหนึ่งนามว่า “อิสิทาสี” หลังจากฉันภัตตาหารและล้างบาตรเรียบร้อยแล้ว เมื่อได้ที่ปลอดผู้คน ทั้งสองท่านก็นั่งลงสนทนากันด้วยโวหารแห่งธรรมตามประสาพระอรหันต์  ต่อไปนี้คือบทสนทนาของท่านทั้งสองนั้น

 พระภิกษุณีโพธิ กล่าวเริ่มขึ้นเป็นเชิงตั้งคำถามว่า “นี่แม่เจ้าอิสิทาสี ดูหน้าตาแม่เจ้าแล้วก็ยังอ่อนเยาว์ ยังสาวอยู่ แม่เจ้ามองเห็นโทษอะไรหรือ จึงออกบวชในศาสนาของพระบรมศาสดาเล่า? ขอแทรกนิดหน่อยว่า ในสมัยนั้น พระภิกษุณีสนทนากัน ท่านใช้สรรพนามสำหรับเรียกกันและกันว่า “แม่เจ้า”  ถ้าเป็นสมัยนี้คงเรียกว่า “คุณแม่” เช่น “คุณแม่ชี” หรือ อาจเรียกว่า “ท่าน,เธอ” ก็ได้

พระภิกษุณีอิสิทาสี เมื่อถูกถามเช่นนั้น ด้วยความฉลาดในการแสดงธรรม แทนที่ท่านจะตอบตรงๆตามคำถาม  ท่านก็กล่าวว่า “แม่เจ้าโพธิ ขอท่านโปรดฟังเรื่องของข้าพเจ้าเถิด” จากนั้นท่านก็เล่าให้พระภิกษุณีโพธิฟังเป็นนิยายชีวิตจริง ๆ  ดังนี้ ตัวท่านอิสิทาสีเองนั้นถือกำเนิดในเมืองอุชเชนี ราชธานีแห่งแคว้นอวันตี บิดาของท่านเป็นเศรษฐีจัดได้ว่ามีหน้ามีตาในสังคม  เนื่องจากท่านเป็นบุตรีเพียงหนึ่งเดียวของครอบครัว จึงเป็นที่รักที่โปรดปรานของบิดายิ่งนักกาลต่อมา ได้มีเศรษฐีที่มีฐานะเท่าเทียมกันส่งคนมาสู่ขอท่านอิสิทาสีไปเป็นสะใภ้บิดาของท่านก็ตกลงยกให้ ชีวิตการเป็นสะใภ้ของท่านนั้น นับว่าหายากยิ่งสำหรับหญิงในปัจจุบันจะสามารถทำได้เสมอเหมือน นั่นคือ การกราบเท้าพ่อแม่สามีและสามีเช้าเย็นทุกวัน  มีความเกรงอกเกรงใจต่อญาติและคนสนิทของฝ่ายสามียิ่งนัก ต้องหุงหาทำกับข้าวเลี้ยงดู อุปัฏฐากอย่างกะทาสก็มิปาน 

เมื่อจะเข้าไปนอนร่วมห้องกับสามีต้องล้างมือล้างเท้า เดินประนมมือเข้าไปหาสามี  ต้องแต่งตัวให้สามี ทาเครื่องประทินผิวให้ กระทำดุจสาวใช้เลยทีเดียว ท่านหุงหาทำกับข้าว ล้างจานเอง ขยันไม่เกียจคร้าน ทำทุกอย่างเองเพื่อสามี บำรุงเลี้ยงสามีประหนึ่งมารดาเลี้ยงดูบุตรคนเดียวของตนเองกระนั้นแหละ มีความจงรักภักดี อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่เคยล่วงละเมิดศีลเลยแม้แต่ข้อเดียว 

อยู่ต่อมาไม่นาน ประมาณสองเดือนเห็นจะได้ อยู่ ๆ สามีก็เกิดอาการเกลียดชัง รังเกียจไม่อยากอยู่ด้วย ไปบอกกับมารดาของตนเองว่า ไม่อยากอยู่ด้วยกับ อิสิทาสีแล้ว  พ่อแม่ฝ่ายสามีจึงเรียกไปสอบถามว่า ทำอะไรผิดหรือเปล่า สามีถึงเกลียดนัก เมื่อตอบว่าไม่ได้ทำอะไรผิด

พ่อแม่ฝ่ายสามีก็เสียใจ เป็นทุกข์ ด้วยความที่รักบุตรชายของตน จึงบอกให้ท่านอิสิทาสีกลับไปหาสกุลเดิมของตน  แล้วพ่อแม่ของสามีคนนั้นก็ไปหาหญิงคนใหม่มาให้แต่งงานด้วย อยู่บ้านไม่นานนัก พ่อก็จับแต่งงานกับหนุ่มเศรษฐีคนใหม่อีก แต่คนนี้รวยน้อยกว่าคนก่อน อยู่ด้วยกันได้แค่เดือนเดียว เขาก็ขอเลิกกับอิสิทาสีอีกด้วยเหตุผลเดียวกัน คือ “เกลียดอิสิทาสี” อย่างไม่มีเหตุผลว่าทำไมจึงเกลียด รู้แต่ว่าเกลียด ไม่อยากอยู่ด้วย  ทั้ง ๆ ที่นางปรนนิบัติดูแลไม่แตกต่างอะไรจากสามีคนก่อนเลย

หลังจากเลิกร้างกับสามีคนที่สอง ผู้เป็นบิดาคงอยากทดสอบอะไรบางอย่าง วันหนึ่งก็เลยเรียกเอาชายขอทานที่เดินผ่านหน้าบ้านมาให้แต่งงานกับท่านอิสิทาสี ชายขอทานเหมือนหนูตกถังข้าวสาร แต่อยู่ต่อมาแค่ครึ่งเดือน ก็เกิดอาการเดียวกัน คือ เกลียดอิสิทาสี ไม่อยากอยู่ร่วมด้วย ทั้งๆที่ท่านอิสิทาสีก็ปรนนิบัติสามีคนที่สามนี้ไม่แตกต่างอะไรจากคนที่หนึ่งและที่สอง  เขาไปขอกะลาและเสื้อผ้าเก่า ๆ ของเขาคืน ท่านเศรษฐีบิดาของท่านอิสิทาสีก็อนุญาตให้ไปได้

ท่านอิสิทาสี  เป็นทุกข์มาก เนื่องจากผิดหวังในรักมาสามครั้งสามครา แต่งงานสามครั้งก็ผิดหวังสามครา เป็นภรรยาที่แสนดี แต่สามีกลับทอดทิ้งไปได้ ชีวิตนี้มันช่างมีแต่ความโหดร้ายอะไรเช่นนี้ ทุกข์เพราะความผิดหวังในรัก เป็นทุกข์ที่มนุษย์ชายหญิงคุ้นเคยและพบเห็นบ่อยที่สุด แต่ความหวังที่จะสมหวังในรัก ก็ทำให้ชายหญิงอดไม่ได้ที่จะรักกัน

ท่านอิสิทาสีคิดมากจนอยากปลิดชีวิตตัวเองทีเดียว แต่เช้าวันหนึ่งเมื่อมองเห็นพระภิกษุณีรูปหนึ่งชื่อ ชินะทัตตา เดินบิณฑบาตผ่านหน้าบ้าน จึงคิดอยากบวชเป็นพระภิกษุณี  ได้นิมนต์ท่านขึ้นบ้านและถวายภัตตาหาร เมื่อท่านฉันเสร็จแล้วก็แจ้งความประสงค์อยากจะบวชเป็นภิกษุณี  พร้อมกับขออนุญาตบิดา ท่านบิดาห้ามไม่ให้บวช โดยบอกว่า  “ลูกจะทำบุญมากเท่าไรก็ได้ พ่อไม่ว่า อย่าไปบวชเลยนะ” 

ท่านร้องไห้ ประนมมือ และให้เหตุผลว่า “พ่อจ๋า ลูกทำบาปมากแล้ว ลูกอยากไปชำระบาปนั้นเสียให้หมด ขอพ่อจงอนุญาตเถิดนะ” บิดาของท่านจงยินยอมอนุญาตพร้อมกับอวยพรให้ท่านโชคดีได้บรรลุโพธิญานและเข้าถึงพระนิพพานตามหลักคำสอนของพระพุทธองค์  ท่านกราบลาบิดามารดาไปบวชเป็นพระภิกษุณี หลังจากบวชแล้วก็ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ใช้เวลาเพียงเจ็ดวันท่านก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ได้วิชชาสาม

(ความรู้วิเศษ ๓ ประการ) ๑) ระลึกชาติย้อนหลังได้  ๒) รู้ที่เกิดของสัตว์ทั้งหลาย ๓) รู้วิธีการทำให้อาสวะกิเลสสิ้นสลายไปจากดวงจิตของตน) ในความสามารถข้อที่หนึ่งนั้น ท่านสามารถระลึกชาติย้อนหลังได้ ๗ ชาติ พอท่านระลึกได้ก็เลยได้ทราบว่า ทำไมในชาตินี้ เมื่อแต่งงานกับชายใด ก็ถูกชายนั้นทอดทิ้งสามครั้งสามครา    ชาติเจ็ดชาติที่ท่านได้รู้นั้น ท่านเล่าให้พระแม่เจ้าโพธิฟังดังต่อไปนี้ เมื่อท่านเล่าให้พระโพธิเถรีฟังถึงตอนที่ท่านระลึกชาติได้ ท่านก็เล่าต่อไปว่า (แต่นี้ไปเป็นคำพูดของท่านอิสิทาสีเถรี เล่าถึงอดีตชาติของตนเอง) ในนครชื่อเอรกัจฉะ  

ข้าพเจ้าเป็นช่างทอง(ท่านเกิดเป็นชายหนุ่ม)    มีทรัพย์มาก  มัวเมาในวัยหนุ่มทำชู้กับภริยาผู้อื่น. (ชาติที่ ๑) 

ข้าพเจ้านั้นจุติจากโลกนั้นแล้วต้องหมกไหม้อยู่ ในนรกเป็นเวลานาน    ครั้นออกจากนรกนั้นแล้ว   ก็เข้าท้องนางวานร. (ชาติที่ ๒) ข้าพเจ้าคลอดได้  ๗  วัน วานร(ลิง)ใหญ่จ่าฝูงก็กัดอวัยวะสืบพันธุ์เครื่องหมายเพศผู้เสีย   นี่เป็นผลกรรมของข้าพเจ้าที่เป็นชู้ภริยาผู้อื่น.        

ชาติที่ ๓ ตายแล้วก็ไปเข้าท้องแม่แพะตาบอดและเป็นง่อย

ข้าพเจ้าจุติจากกำเนิดวานรนั้น   ตายแล้วก็ไปเข้าท้องแม่แพะตาบอดและเป็นง่อย  ในป่าแคว้นสินธพ. ข้าพเจ้าอายุได้  ๑๒  ปี  พาเด็กขี่หลังไปกระแทกอวัยวะเพศ   ป่วยเป็นโรคหนอนฟอน(ชอนไช)  นี่เป็นผลกรรมที่ทำชู้ภริยาผู้อื่น. (ชาติที่ ๓) ข้าพเจ้าจุติจากกำเนิดแพะแล้ว   ก็เกิดในกำเนิดแม่โคของพ่อค้าโค   เป็นลูกโคขนแดงดั่งน้ำครั่ง   อายุ ๑๒  เดือนก็ถูกตอน. ข้าพเจ้าถูกใช้ให้ลากไถและลากเกวียน   ป่วยเป็นโรคตาบอด  นี้เป็นผลกรรมที่เป็นชู้ภริยาผู้อื่น. (ชาติที่ ๔)ข้าพเจ้าจุติจากกำเนิดแล้ว   ก็ไปเกิดในเรือนทาสี(คนรับใช้)  ณ  ท้องถนน   ไม่ใช่หญิงไม่ใช่ชาย (เป็นกะเทย)   นี่เป็นผลกรรมที่ทำชู้กับภริยาผู้อื่น. (ชาติที่ ๕)ข้าพเจ้าอายุได้  ๓๐  ปีก็ตาย ไปเกิดเป็นเด็กหญิงในตระกูลช่างทำเกวียน ที่เข็ญใจ มีโภคะน้อย  เป็นที่รุมทวงหนี้ของเจ้าหนี้. เมื่อหนี้พอกพูนทับถมกันมากขึ้น แต่นั้นนายกองเกวียน ก็ริบสมบัติฉุดเอาข้าพเจ้าซึ่งกำลังรำพันอยู่ ออกจากเรือนของสกุล. (ชาติที่ ๖)บุตรของนายกองเกวียน ชื่อคิริทาสเห็นข้าพเจ้าเป็นสาววัยรุ่นอายุ ๑๖  ปี ก็มีจิตปฏิพัทธ์ขอไปเป็นภริยา  แต่นายคิริทาสนั้นมีภริยาอยู่ก่อนคนหนึ่ง  เป็นคนมีศีล  มีคุณ   มียศ  จงรักภักดีต่อสามี    ข้าพเจ้าก็ทำให้สามีเกลียดนาง ข้อที่สามีทั้งหลายเลิกร้างข้าพเจ้าซึ่งปรนนิบัติดุจทาสีไป  ก็เป็นผลกรรมของกรรมนั้น (ชาติที่ ๗) 

ชาติที่ ๔ เกิดเป็นลูกโคขนแดง ดั่งน้ำครั่ง

ที่สุดแม้ของกรรมนั้น     ข้าพเจ้าก็กระทำเสร็จแล้ว. (ในคำพูดสุดท้ายนี้ ท่านหมายถึงว่า กรรมทั้งหลายที่ท่านได้รับสิ้นสุดแล้ว เพราะขณะนี้ท่านกลายเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว อยู่เหนือบุญเหนือบาปทั้งหลายในโลก ท่านไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดเพื่อรับผลของวิบากกรรมอีกแล้ว…ภารกิจการชำระบาปเสร็จสิ้นแล้ว)

ทุกท่านคงพอรู้แล้วว่า ทำไมชายถึงเกิดหญิง ? ทำไมหญิงถึงถูกสามีทอดทิ้ง ? ทำไมจึงมนุษย์เพศที่สาม (กะเทย) ?   ทั้งหลายทั้งสิ้นล้วนมาจากการผิดศีลข้อที่สาม คือ การนอกใจคู่รักในชาติปัจจุบัน และการไปล่วงเกินคู่รักของคนอื่นเขานั่นเอง 

กล่าวโดยสรุปแล้ว เรื่องราวชีวิตอันรันทดในปฐมกาลของพระอิสิทาสีเถรี แต่ว่า หวานชื่นด้วยอมฤตธรรมในปัจฉิมกาล ถือว่า กรณีศึกษา เป็นกรณีตัวอย่าง ไม่ว่าจะเกิดพบเหตุการณ์อันน่าขมขื่นปานใดในชีวิต ขอเพียงแปรทุกข์ให้เป็นพลัง แปรปัญหาให้เป็นอุปกรณ์สร้างปัญญาได้ สิ่งดีๆ ที่มีรูปอีกอย่างหนึ่งก็จะมาหาชีวิตเอง ขอเพียงใจไม่ท้อแค่นั้นแหละ พวกราไม่ว่าชายหรือหญิงล้วนมีโอกาสได้สัมผัสความสุขอันเกิดแต่ความเข้าใจชีวิตอย่างแน่นอน

ขอให้ทุกท่านได้รับความสุขใจและได้ข้อคิดในการอ่านตำนานของพระเถรีรูปดังกล่าว

เรียบเรียงโดย …ชนสุรินทร์…  ภาพประกอบ Google อ้างอิง winnews.tv, 84000.org/tipitaka , mblog.manager.co.th/chonsurin

Facebook Comments

4717total visits,2visits today