กว่าจะได้นั่งบัลลังก์ศาล

คุณเคยคิดไหมว่าเด็กที่เกิดจากแม่ที่หูหนวก ไม่มีโอกาสได้รู้จักพ่อ ใฝ่หาความรู้เรียน กศน. จนจบมอหก เข้าเรียนรามคำแหง จนจบ หลังเรียนจบได้รับปริญญาตรีแล้ว ก็ไปสมัครเรียนเนติบัณฑิตยสภา และสามารถสอบได้ภายใน 1 ปี จากนั้นเส้นทางสู่ผู้พิพากษาของเขาก็เริ่มเป็นจริง

“แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแต่ผมก็ยังไม่เคยลืมความยากจนในวัยเด็ก อาจเพราะความลำบากนี้เองที่ผลักดันให้ผมก้าวมามีวันนี้” เป็นเสียงจาก ณัฐปกรณ์พิชญปัญญาธรรม ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจ.หนองบัวลำภู ที่บอกเล่าชีวิตในอดีต ก่อนจะก้าวมาพบความสำเร็จในปัจจุบัน

ก่อนหน้าที่จะได้รับตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจ.หนองบัวลำภู ผู้พิพากษาท่านนี้เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว จ.มุกดาหาร ซึ่งนอกจากภารกิจประจำแล้วยังออกเดินสายให้ความรู้กับเยาวชนและผู้ถูกคุมความประพฤติในฐานะเป็นวิทยากรอบรมอีกด้วยแต่ทั้งนี้ เส้นทางชีวิตกว่าจะมาถึงจุดนี้…ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย!!!

ผู้พิพากษาท่านนี้เล่าไว้ว่าสมัยเด็กฐานะทางบ้านนั้นยากจนมาก โดยไม่มีคุณพ่อคอยดูแลเพราะคุณพ่อทิ้งคุณแม่ซึ่งเป็นใบ้ไป ทำให้ต้องอาศัยอยู่กับคุณยายและเนื่องจากคุณยายเสียใจที่ลูกเขยทิ้งลูกสาวไปโดยไม่ยอมดูแลทำให้คุณยายเสียใจและฝังใจมาก ๆ จนผลกระทบก็มาตกกับหลาน “ผมจึงถูกเลี้ยงมาแบบลูกกาฝากเพราะคุณยายฝังใจที่คุณพ่อทิ้งลูกสาวของท่านไป” …เป็นเรื่องราวในอดีตที่ผู้พิพากษาท่านนี้เล่าย้อนให้ฟัง

พร้อมเล่าถึงประวัติชีวิตให้ฟังต่อไปว่าลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2509 เกิดที่ อ.ควนขนุนจ.พัทลุง โดยเรียนจบชั้น ป.6 จากโรงเรียนบ้านควนพลี และไปต่อที่โรงเรียนบ้านควนขนุนซึ่งเป็นการเรียนในระบบ กศน. จนจบ ม.3 จึงไปเรียนต่อที่โรงเรียนผู้ใหญ่สตรีพัทลุง ซึ่งเป็นโรงเรียน กศน.เช่นกัน จนจบ ม.6

“ตั้งแต่ ป.6 ผมไม่ได้เรียนตามระบบปกติเลยเพราะต้องทำงานหาเงินเลี้ยงคุณยาย โดยใช้เวลาช่วงกลางคืนไปเรียนกลางวันก็ต้องทำงาน เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก” ผู้พิพากษาท่านนี้กล่าวและยังได้เล่าเพิ่มเติมไว้อีกว่า จากความทรงจำในวัยเด็กบ้านคุณยายที่ใช้พักอาศัยนั้น เป็นบ้านเรือนไม้เก่า ๆ ที่ใต้ถุนยกสูงหลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา

“ปัจจุบันมองไม่เห็นสีเดิมของกระเบื้องดินเผาแล้วเพราะเก่ามากแล้ว บ้านคุณยายที่จำได้นั้น ปลูกอยู่กลางสวนยางพารากลางวันจะดูร่มรื่น แต่กลางคืนก็ชวนให้วังเวงใจได้ไม่น้อย” เป็นภาพความทรงจำ

คุณยายซึ่งชื่อ ด้วง ต้องรับภาระเลี้ยงดูหลาน 3 คน คือ ด.ญ.เจิด ด.ช.ช้าง และ ด.ช.ณัฐปกรณ์ โดยคุณยายมีลูกทั้งหมด 8 คนคุณแม่ของเขาเป็นลูกคนที่ 2 เกิดมาเป็นใบ้หูหนวกแต่กำเนิด

ทั้งนี้กับความพิการของคุณแม่ เด็กอย่างเขาในตอนนั้นตั้งคำถามว่าทำไมต้องมาเป็นลูกของคนใบ้ และทำไมคุณยายถึงไม่รัก ซึ่งทางน้าเขียว(น้องสาวคุณแม่) ที่คอยดูแลคุณแม่ของเขาและเขามาตลอด ก็จะบอกว่าเพราะคุณแม่ตั้งท้องโดยไม่ได้แต่งงานกับคุณพ่อให้ถูกต้องตามประเพณีแถมคุณพ่อยังมาทิ้งลูกสาวคุณยายไปอีก จึงทำให้คุณยายโกรธมาก

“น้าเขียวจะรับภาระดูแลคุณแม่กับผมมาตลอด คุณแม่บอกว่าตอนคุณแม่ท้องแก่ ก็ได้น้าเขียวคอยช่วยเหลือมาตลอด จนผมคลอดมาคุณยายก็ยังไม่หายโกรธ ผมจึงโตมาโดยมีคุณยายพูดกรอกหูตลอดว่าทำไมไม่บีบจมูกผมให้ตายไปเลยเพราะคุณยายไม่อยากเห็นหน้าลูกคนเลวอย่างคุณพ่อที่ทิ้งคุณแม่ไป ขนาดโตมาผมก็ยังได้ยินคุณยายพูดบ่อย ๆ เวลาที่ท่านโมโหว่าถ้าเกิดกลางคืนจะเอารกปิดจมูกให้ตายไปนานแล้ว” เป็นอีกส่วนจากเสียงบอกเล่า

อย่างไรก็ดีคุณยายก็เลี้ยงหลานคนนี้มาจนเติบใหญ่ตามอัตภาพซึ่งเขาเองก็ไม่เคยคิดถือโทษโกรธเคืองคุณยายแม้แต่น้อยเพราะเข้าใจดีถึงสภาวะคุณยายในขณะนั้น เนื่องจากคุณยายเป็นคนที่รักศักดิ์ศรีและหน้าตาของวงศ์ตระกูลมากเมื่อผิดหวังก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ปุถุชนทุก ๆ คน ที่จะโกรธ ที่จะเกลียดที่จะเสียใจ

เขาเล่าอีกว่าหลังจากเรียนจบ ม.3 แล้วก็ไปสอบโรงเรียนตำรวจ โดยทำข้อเขียนผ่านแต่ไม่ได้ทดสอบสมรรถภาพร่างกายเนื่องจากประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มเสียก่อนจนทำให้เท้าบวมเดินไปไหนไม่ได้ จึงทำได้แค่มองคนอื่น ๆ แบบต้องทำใจ

หลังเรียนจบโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ก็ได้มีเพื่อนรุ่นพี่ชวนให้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเขาจึงเข้าไปขออนุญาตคุณยาย ซึ่งคุณยายก็ไม่ได้ห้ามเพียงแต่บอกว่าไม่มีทุนพอที่จะส่งเสีย ถ้าอยากเรียนก็ต้องหาเงินเรียนเองซึ่งเขาก็ตัดสินใจเดินหน้า

“ผมเลือกเรียนนิติศาสตร์สำหรับชีวิตช่วงนั้น ลำบากจนเอาตัวแทบไม่รอด อดมื้อกินมื้อ โดยก่อนหน้าที่ผมจะมาเรียนต่ออาชีพตอนนั้นคือ ช่างซ่อมรถ ตอนที่ซ่อมรถ ผมก็ตั้งใจไว้ว่าจะทำงานนี้สัก 5 ปีแล้วจะออกมาเปิดอู่เป็นเจ้าของเองแต่หลังจากเพื่อนซึ่งคุณพ่อเขาก็เป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถที่ผมทำงานให้กลับมาจากกรุงเทพฯ เขาก็บอกว่า ผมน่าจะเรียนต่อนะ ตอนนั้นก็ลังเล คิดแล้วคิดอีกเพราะไม่มีเงิน แต่เขาก็บอกว่าคนเราจะพบความสำเร็จได้นั้น ต้องกล้าที่จะก้าวเดินนะผมจึงตัดสินใจลุยเลย ทั้งที่แทบไม่มีเงิน”

จากชีวิตเด็กซ่อมรถมาเป็นชีวิตนักศึกษาในเมืองกรุงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเขาเล่าว่าตอนนั้นมีเงินติดตัวเพียง 7,000 บาท และเป็นเงินก้อนสุดท้าย ถ้าหมดแล้วก็หมดเลยจึงคิดที่จะทำให้เงินก้อนนี้งอกเงยขึ้น ด้วยการนำไปลงทุนเปิดร้านขายน้ำเต้าหู้ส่วนค่าหอพักก็อาศัยแชร์กับเพื่อน ๆ ที่อาศัยอยู่รวมกัน จนขึ้นปี 2 ก็ตัดสินใจไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัสดุที่ซุ้มรามบูชาธรรม เพื่อที่จะอาศัยใช้พื้นที่ของซุ้มเป็นที่นอนหวังจะลดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด แต่ก็มีเรื่องระทึกปนขำเกิดขึ้นในช่วงนี้

“ผมตัดสินใจเข้าเป็นเด็กซุ้มรับหน้าที่เฝ้าของให้ เพราะจะได้ใช้ซุ้มเป็นที่นอน เพื่อประหยัดค่าหอพักแต่แล้ววันหนึ่ง จู่ ๆ ก็มีสาวประเภทสองคนหนึ่ง เข้ามาขอนอนด้วยทำให้ผมต้องหนีไปนอนใต้หลังคา ในห้องน้ำส้วมร้าง”

เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มและยังเล่าต่อไปว่า หลังเรียนจบได้รับปริญญาตรีแล้ว ก็ไปสมัครเรียนเนติบัณฑิตยสภาและสามารถสอบได้ภายใน 1 ปีซึ่งทำให้ดีใจมาก ๆ จากนั้นจึงได้เข้าไปทำหน้าที่ทนายความอาสาที่สำนักงานช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน แห่งเนติบัณฑิตยสภาพร้อมกับการทำงานที่มูลนิธิบ้านนกขมิ้น ซึ่งเป็นมูลนิธิให้ความช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน

“เส้นทางผู้พิพากษา” ของเขานั้น ณัฐปกรณ์บอกว่า เริ่มจากการเป็น ผู้ช่วยผู้พิพากษาช่วยงานศาลจังหวัดแขวงสมุทรปราการ, ผู้พิพากษาศาลจ.นราธิวาส, ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวจ.สงขลา, ผู้พิพากษาศาลจ.ขอนแก่น, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลจ.กาฬสินธุ์, ผู้พิพากษารองหัวหน้าศาลจ.เชียงใหม่, ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจ.มุกดาหาร ตามลำดับ โดยล่าสุดเมื่อ 1 เม.ย. ที่ผ่านมาเพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จ.หนองบัวลำภู

ทำไมถึงเลือกเรียนด้านกฎหมาย? ผู้พิพากษาท่านนี้บอกว่าอันดับแรกคือ เป็นค่านิยมของคนใต้ในยุคนั้น อีกเรื่องหนึ่งคือเป็นความท้าทายสำหรับเขา ที่อยากทดสอบว่า…จะทำได้ไหม? ภายใต้ชีวิตที่มีข้อจำกัดแบบนี้

และวันนี้เขาก็คงค้นพบคำตอบไปแล้วทั้งนี้ เขาบอกว่า ได้เคยอ่านบทความจากงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ในบทความนั้น ระบุว่า ปัญหาของมนุษย์ทุกคนนั้นขึ้นอยู่กับความคิด โดยคนที่ไม่ประสบความสำเร็จนั้นจะมีแต่คำถามในหัวว่า… จะลำบาก-จะเรียนไปทำไม? ส่วนคนที่ประสบความสำเร็จกลับมีแต่คำตอบว่า… เรียนเพราะอะไร-ลำบากเพื่ออะไร?

“การก้าวจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งสำคัญมากผมเคยกลับมานั่งคิดนะ ถ้าวันนั้นผมไม่กล้าตัดสินใจที่จะเปลี่ยน ไม่แน่ผมอาจไม่มีวันนี้ก็ได้” …เป็นอีกส่วนจากคำกล่าวที่น่าคิด

ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจ.หนอง บัวลำภู ท่านนี้ ทิ้งท้ายบทสนทนาไว้ว่า… จะพูดให้ลูก ๆ ฟังเสมอว่าการศึกษาคือการลงทุน เปรียบเหมือนการทำนา ก่อนจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นั้นก็ต้องลงมือลงแรงเสียก่อน กับชีวิต กับการศึกษา ก็เช่นเดียวกัน

“ผมเองกว่าจะถึงวันนี้ก็ต้องผ่านอะไรมามากมาย แต่เมื่อสำเร็จ มันก็คุ้มค่าผมจึงอยากให้ชีวิตของตัวเองช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้กับใคร ๆ อีกหลาย ๆ คนว่าขอเพียงแค่อย่าหยุดสู้ ชีวิตจะพบความสำเร็จ เพราะ…โอกาสนั้นมีให้เฉพาะคนไม่ยอมแพ้”

สุชาติ สูงเรือง :รายงาน / ทีมวิถีชีวิต : เรียบเรียง
ขอบคุณ  ณัฐปกรณ์ [บันทึกลับ ฉบับ คนอยากนั่งบัลลังก์ศาล/กว่าจะได้นั่งบัลลังก์ศาล]  , Dailynews.co.th, winnews.tv/news

Facebook Comments

8562total visits,22visits today