พาทัวร์นรก โดย “แม่ชีอาจารย์ทองสุข สำแดงปั้น” ศิษย์หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (สด จนฺทสโร)

ท่องเมืองนรก โดย ลูกศิษย์วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้เป็นครูบาอาจารย์

แม่ชีอาจารย์ทองสุข สำแดงปั้น ตั้งแต่รู้ข่าวหลวงพ่อวัดปากน้ำ(ภาษีเจริญ) ท่านไปเทศน์โปรดสัตว์นรก และรู้ช่องทางที่จะไปแล้วก็เริ่มทำสมาธิ และฝึกหัด “ม้าแก้ว” คล่องแคล่วอยู่ทุกวัน รอโอกาสที่จะหนีหลวงพ่อไปนรกบ้าง

วันหนึ่ง สบโอกาสเหมาะหลวงพ่อท่านถูกนิมนต์เข้ากรุงเทพฯ แม่ชีอาจารย์ สั่งเพื่อนในห้องฝึกหัดกรรมฐานว่า “อย่าให้ใครมายุ่งกับร่างกายของฉันนะ”

แล้วก็เข้าที่ทำ “สัมมา อะระหัง” เดินฌานจนดิ่งเงียบสงบดีแล้วจึงอธิฐานขอไปเที่ยวเมืองนรกบ้าง แล้วก็ขึ้นขี่ม้าแก้วห้อออกไปจากวัด

แม่ชีอาจารย์เล่าว่าพริบตาเดียวเท่านั้นถึงเมืองนรกนี้ไม่ไกลเลย รูปร่างของเมืองมองเห็นกำแพงแต่ไกล เป็นกำแพงเก่า ๆ มีคนเฝ้าแต่ม้าแก้วห้อเร็วเหลือเกิน พอคนอ้าปากถามเท่านั้น แม่ชีอาจารย์ยังไม่ทันตอบว่ากระไร ม้าแก้วก็กระโดดพรึบไปแล้ว

ภายในกำแพงมองเห็นบ้านเรือน 2-3 หลัง แต่เป็นหลังใหญ่ ๆ ผู้คนมีทั้งชายและหญิง ร่างกายหน้าตาเหมือนมนุษย์เราดี ๆ นี่เองแต่ไม่มีเสื้อผ้าสักชิ้นหนึ่งติดตัว

แม่ชีอาจารย์บ่นกับม้าแก้วดัง ๆ ว่า “พวกนี้บัดสีจริง ๆ ดูซิเดินแก้ผ้าล่อนจ้อน ไม่อับอายใคร ๆบ้างเลยแน่ะ! ว่ายังหันมามองตาโตทะเลิ่กทะลั่กอีก ไม่รู้จักอายจริง ๆ เห็นไหมวิ่งมากันใหญ่แล้ว” ม้าแก้วร้องว่า “หนีเถอะ ๆ” “ไปหนีมันทำไม” “ประเดี๋ยวมันจะจับเราแก้ผ้าบ้างนะซีอาจารย์ บอกไม่เชื่อ หนีเถอะน่ะ” ม้าแก้วร้องเตือน

ระหว่างทางเดินทางไปหน้าลานพิพากษาในยมโลกซึ่งเต็มด้วยกายละเอียดที่รอคิวพิพากษา

พอดีพวกในเมืองนรกก็วิ่งมาถึง ต่างตนเข้าล้อมหน้าล้อมหลัง อีก 4-5 ตน เข้าจับม้าไว้ อีก 4-5 ตน ฉุดแขนอาจารย์ให้ลงจากหลังม้า อาจารย์ไม่ยอมลง พวกเขาก็พาออกแรงอุ้มให้ลง

แม่ชีอาจารย์บอกว่า โมโหจริง ๆ จะใช้จักรแก้วขว้างมัน มันก็จับมือไว้ ม้าก็ดิ้นทั้งเตะทั้งโขก แต่สู้พวกเมืองนรกไม่ไหว เขาพากันฉุดอาจารย์ผ่านไปตามบ้านเก่า ๆ โกโรโกโส เหมือนกระท่อมจวนจะพังหลายหลัง แม่ชีอาจารย์ก็มองเข้าไปในกระท่อมเหล่านั้น บางแห่งก็แลเห็นผู้หญิงเปลือยกายอยู่กับสุนัขตัวผู้ บางแห่งก็แลเห็นคนผู้ชายเปลือยกายอยู่กับสุนัขพันธ์ใหญ่ตัวเมีย ในสภาพที่นอนอยู่ในที่เดียวกัน เหมือนสามีภรรยา และบางแห่งก็แลเห็นคนอยู่กับหมู ม้า แพะ แกะ โค กระบือ

แม่ชีอาจารย์มองแล้วแปลกใจและตกใจ จึงถามพวกนรกที่ฉุดไปว่า “ทำไมพวกนั้นจึงอยู่กับหมา เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน”

สัตว์นรกตอบว่า “มันชอบของมันอย่างนั้น ก็ต้องตามใจมัน” แม่ชีอาจารย์ถามอีกว่า “แล้วนี่พวกแกจะจับกุมฉันไปไหน?” เขาตอบว่า “นายสั่งให้จับไปให้นาย”

แม่ชีอาจารย์จึงออกอุบายว่า “ไม่ต้องจับมือถือแขนดอก ปล่อยเถอะฉันเดินไปเอง ฉันนึกออกแล้ว นายของพวกเธอชื่อ ยมบาล เป็นเพื่อนสนิทกับหลวงพ่อฉันเอง ฉันตั้งใจจะมาเยี่ยม ปล่อยฉันเถอะ”

พวกสัตว์นรกยอมฟัง จึงปล่อยมือ แม่ชีอาจารย์เดินตาม เขาก็พาเดินตรงไปยังเรือนหลังใหญ่ ท่าทางโอโถงกว่าทุก ๆ แห่งที่ผ่านมา

มองเห็นทหารถือขวานเล่มใหญ่เท่าหมอนอิง ยืนท่าทางขึงขัง อยู่หน้าสองตน ข้างในมีโต๊ะตัวใหญ่ มีคนนั่งอยู่ ๓ คน คนกลางอายุประมาณห้าสิบเศษ ๆ หวีผมตั้ง อ้วนล่ำใหญ่โตผิวดำเป็นประกาย หน้าผากกว้าง จมูกแบนใหญ่ ไม่สวมเสื้อ แต่นุ่งผ้าอย่างดี คนนั่งข้างขวากำลังเปิดบัญชีเล่มใหญ่ ได้ยินเสียงบอกวันเกิด วันตายของผู้ที่ถูกจับมา เขาตะโกนบอกดัง ๆ

แม่ชีอาจารย์ได้ยินแล้ว อยากรู้เรื่องจึงบอกกับพวกนั้นว่า “ยมบาลไม่ว่าง ฉันจะนั่งข้าง ๆ ศาลนี่แหละ ไว้ท่านว่างแล้วฉันจึงจะเข้าไปหา พวกแกไปทำอะไรก่อนก็ไปเถอะ ฉันไม่หนีหรอก เพราะฉันไม่ได้ถูกจับเข้ามา”

พวกนั้นก็เชื่อจึงปล่อยมือ แม่ชีอาจารย์ก็เข้าไปนั่งแอบข้างประตู เพื่อจะดูว่าเหตุการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร

กายละเอียดต่อหน้าเจ้าพญายมราช ผู้พิพากษา ผู้อำนาจมาก

สักครู่หนึ่งก็เห็นพวกทหารผีจับผู้ชายคนหนึ่งไปมัดมือด้วยโซ่ที่คอก็มีโซ่เส้นใหญ่สวมอยู่ เขาถูกลากครึ่งจูงเข้ามาที่หน้าบันลังก์ เสมียนคนนั่งทางขวามือถามชื่อและวันเกิด แล้วถามยมบาลว่าใช่ตัวจริงไหม ยมบาลพยักหน้า

เสมียนที่นั่งทางซ้ายมือก็ถามขึ้นว่า “แกประพฤติตัวเลวทรามมาก ข่มขืนผู้หญิงใช่ไหม” คนโทษตอบว่า “เปล่า” ในทันใดนั้นเอง ก็มีผู้หญิงสาวสองคนวิ่งมาจากห้องทางด้านหลังมาชี้หน้าผู้ชายที่ถูกจับมาแล้วร้องว่า “แกโกหก ต่อหน้ายมบาลแกยังกล้าโกหก” แล้วผู้หญิงคนนั้นก็หันมาฟ้องยมบาลว่า “ท่านเจ้าค่ะ ไอ้คนนี้แหละที่บังคับหนูกินยาเม็ด ๆ ไป 4-5 เม็ด แล้วบังคับหนูนอน แล้วทำร้ายหนูค่ะ”

แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ร้องไห้รำพันว่า “โธ่! หนูอุตส่าห์ยอมลำบากมา ทนเป็นลูกจ้างมัน เพื่อจะเอาเงินไปให้แม่ซื้อยารักษาตัว มันยังทำหนูได้”

พอชายคนนั้นจะเถียงอีก เขาก็สะดุ้งขึ้นจนสุดตัวเหมือนถูกทำร้าย เขาร้อง “โอ๊ย!” เสียงดังลั่น และในทันใดนั้น ปากของเขาก็ฉีกออกไป ลักษณะของแผลเหมือนถูกเสือตะปบ เลือดออกท่วมปากทันที เสียงเขาร้องครางอย่างเจ็บปวด และว่า “ผมทำผิดแล้ว ขอโทษด้วย ๆ” ยมบาลร้องสั่งทันทีว่า “เอาไป เอามันไป ปากแข็งนัก ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับ กลางวันให้เอาหอกแทงปากทะลุถึงท้อง กลางคืนให้นอนกับหมาป่า”

แล้วยมบาลหันมาพูดกับหญิงสาวอย่างมีเมตตา “เจ้าเป็นคนดี มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ แต่มีกรรมเก่ามาตามทัน จึงต้องเสียชีวิตก่อนอายุขัย เราจะให้เจ้าไปพักที่ปราสาทก่อน รอกำหนดที่จะจุติไปชั้นดาวดึงส์ ไปเถิดไปสู่ที่เป็นสุข”

นายทะเบียนบัญชีบุญและบาปที่บันทึกไว้เมื่อมนุษย์กระทำตอนยังมีชีวิตอยู่

แม่ชีอาจารย์เล่าว่า พอยมบาลให้พรเสร็จเท่านั้น แทบไม่น่าเชื่อ แม่ชีอาจารย์ต้องกระพริบตาดูใหม่อีกทีว่า จะใช่ผูหญิงคนนั้นหรือไม่ เพราะรูปร่างหน้าตาก็คล้าย ๆ กันกับคนเก่า แต่ทุกอย่างสวยขึ้น ละเอียดขึ้น เสื้อผ้าหยาบ ๆ ซึ่งผู้หญิงคนนั้นสวมมาแต่แรกก็กลับเป็นใหม่และสวยงามขึ้นหลายสิบเท่า แต่การตัดเย็บเป็นแบบเก่าเท่านั้นเอง แต่สวยงามขึ้นมาก แล้วก็มีผู้หญิงสวย ๆ มาต้อนรับเชื้อเชิญให้ไปอยู่ด้วยกัน

พอเขาไปกันแล้ว แม่ชีอาจารย์ทองสุก ก็นึกในใจว่า ไปเป็นสุข ๆ เถอะแม่คุณ คนมีความกตัญญูเลี้ยงพ่อแม่ รักษาพ่อแม่ ตายแล้วจะได้ไปเกิดเป็นนางฟ้า จะให้เขาเขียนลงในหนังสือด้วย คนอื่นๆจะได้รู้ทั่วๆกันจะได้ทำความดีต่อพ่อแม่ด้วย

สักประเดี๋ยวหนึ่ง ก็มีทหารของยมบาล ๔ ตน ฉุดกระชากลากชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งเข้ามา เสมียนก็บอกความผิดว่า คนทั้งสองนี้หนีพ่อแม่ไปทำความผิดด้วยกัน พ่อแม่ว่ากล่าวก็เลยกินยาตายทั้งคู่

เสียงยมบาลถามว่า “ทำไมจึงกินยาฆ่าตัวตายพร้อมกัน” เขาตอบว่า “เรารักกันมากครับ พ่อแม่ไม่ยอม เราจึงกินยาฆ่าตัวตายพร้อมกัน คิดว่าจะได้มาอยู่ด้วยกันในเมืองนี้” “สัตว์ผู้โง่เขลา!” ยมบาลดุเสียงดังแล้วว่า “เจ้าคิดว่าเจ้าทำความชั่วแล้วจะได้มาอยู่ด้วยกันอย่างสบายในเมืองเรา เจ้าเป็นคนไม่มีความกตัญญูทำให้พ่อแม่ทุกข์โศก บาปของเจ้าไม่เสมอกัน เจ้าจะอยู่ภูมิเดียวกันอย่างไรได้” ยมบาลว่าแล้วก็หันไปถามเสมียนว่า “บาปของมันต่างกันอย่างไรบ้าง” เสมียนก้มหน้าลงอ่านในสมุดเล่มใหญ่ที่สุดแล้วบอกว่า “คนผู้ชายนั้นขโมยเงินพ่อแม่ และสูบยาเสพติดด้วย ไม่เคยทำบุญทำทานเลย ส่วนผู้หญิงนั้น เวลาแม่ว่าก็ด่าแม่และกระทืบเท้า ไม่ค่อยทำบุญ แม่เรียกให้ลุกขึ้นหุงข้าวใส่บาตรก็ไม่ยอมทำให้ แต่เคยช่วยคนแก่ที่เป็นลม โดยให้ยาและพาส่งให้หมอรักษาจนหาย” ยมบาลสั่งเสียงดังว่า “แยกมันไปคนละขุม” พวกทหารก็ตรงเข้ากระชากมือออกจากกันแล้วลากไปโดยเร็ว เสียงคนทั้งสองร้องเรียกหากันอย่างโหยหวน

ภาพจะปรากฏต่อหน้าทั้งการทำดีและทำชั่ว แบบปฏิเสธไม่ได้

พอยมบาลลุกขึ้น จะกลับเข้าข้างใน ก็สั่งทหารที่เฝ้าหน้าศาลว่า “ลูกศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญมาแอบดูอยู่คนหนึ่ง จงอนุญาตให้แกดู จะได้จำไปบอกเล่าแก่ชาวมนุษย์ จะได้ไม่กล้าทำบาปหยาบช้า นรกกี่ขุมๆก็เต็มล้นหมดแล้ว เพราะคนใจบาปมากเหลือเกิน” สั่งแล้วก็เข้าไป

ทหารก็ให้ผู้หญิงคนหนึ่งท่าทางจัดจ้านเหมือนเป็นเจ้าหน้าที่ในเมืองนรกคนหนึ่งมาพาแม่ชีอาจารย์ บอกว่า “ไปเที่ยวดูขุมต่าง ๆ กันเถอะ”

แม่ชีอาจารย์อยากดูอยู่แล้ว ก็รีบลุกขึ้นตามเขาไปอย่างว่าง่าย เขาพาเดินมาถึงห้องขังที่มีคนอยู่กับหมา แม่ชีอาจารย์จึงถามเขาว่า “ทำไมจึงเอาคนไปไว้กับหมา”

เขาตอบว่า “คนเหล่านี้มีโทษ ในเรื่องขืนใจหมา คือหมาบางตัวก็มีจิตใจดี ซื่อตรงต่อสามีหรือภรรยาของมัน แต่คนต้องการอยากจะได้ลูกไว้ขาย ก็บังคับหรือล่อให้มันกินยาเพิ่มความกำหนัด แล้วบังคับให้ผสมพันธุ์กับตัวอื่นๆที่มันไม่รัก ทำให้มันได้รับความเจ็บปวด ครั้นเวลามันตายมันก็มาฟ้อง จึงต้องจับขังไว้กับหมา หมามันจะกัดทุกวันและทุกเวลาที่จะนอนหลับ”

แม่ชีอาจารย์ฟังแล้วก็ตกใจ มองไปก็แลเห็นคนที่ถูกจับขังอยู่กับหมานั้น ต้องเที่ยวหลบเขี้ยวหมาอยู่อย่างวุ่นวาย เพราะหมาตัวใหญ่เกือบเท่าลูกม้าและดุร้ายมาก กัดตามหน้าและคอของคน

แม่ชีอาจารย์เห็นแล้วมีความกลัวจึงถามว่า “หมาตัวนี้หรือที่ถูกข่มเหง” ผู้หญิงผู้คุมตอบว่า “ไม่ใช่ นี่เป็นหมาของยมบาลมีไว้สำหรับลงโทษผู้ทำผิด ไม่ใช่หมาคู่เวรคู่กรรมกัน”

สัตว์นรกทำผิดศีลข้อ 5 ดื่มสุราตอนเป็นมนุษย์ก็ถูกกรอกน้ำโลหะร้อนในนรกอีก

แม่ชีอาจารย์ฟังแล้วก็นึกในใจว่า เมื่อขามาผ่านกรงขังเห็นคนอยู่กับหมาบ้าง แพะบ้าง สัตว์ต่างๆบ้าง ถ้าจะมีกรรมเพราะขืนใจมัน ก็เป็นอาชีพที่ทุจริตเหมือนกัน

แล้วแม่ชีอาจารย์ก็เดินตามเจ้าหน้าที่เขาต่อไป พอถึงทางเลี้ยวจะออกไปทางเก่าก็ปะทะเข้ากับคนกลุ่มใหญ่ แม่ชีอาจารย์ตกตลึง มองดูคนกลุ่มนั้น เห็นหัวแตกก็มี แขนหัก ขาหัก อกทะลุไม้ปักอกก็มี อีกคนหนึ่งมีอะไรวงกลมๆทับ หรือกระแทกติดอยู่ที่หน้าอก โลหิตโชกไปหมดทั้งตัว

เสียงเจ้าหน้าที่ถามว่า “อะไรกัน ทำไมจับมาพร้อมกันมากมาย” เสียงทหารผีตอบว่า “มันไปเที่ยวสำมะเลเทเมา รถคว่ำเลยจับมาเป็นหมู่ใหญ่” เสียงผู้คุมหญิงพูดว่า “ดีเหมือนกันไม่ต้องจับทีละคน”

เมื่อพวกทหารผีของยมบาล จับพวกรถคว่ำมามากมายแล้ว แต่ละคนก็หัวแตก แขนหัก อกทะลุ ร้องโอดโวยวาย

แม่ชีอาจารย์รู้สึกตกใจกลัว จึงบอกเจ้าหน้าที่ผู้หญิงซึ่งยมบาลสั่งให้พาเที่ยวดูสัตว์นรกนั้นว่า “แหม! น่ากลัวจริง ๆ ตายเป็นหมู่ ๆ อย่างนี้ เขามีบาปหนักอะไรบ้าง”

เจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนนั้นเขาก็ตอบว่า “เดินเลี้ยวไปทางซ้ายมือเดี๋ยวก็รู้ เพราะเมืองนี้เป็นวงกลม เดินอ้อมไปประเดี๋ยวก็พบศาลตัดสินผู้ที่ถูกจับมาใหม่ เหมือนที่แม่ชีอาจารย์เข้ามา”

ผลของการฆ่าตัวตายแบบไหน ตายไปแล้วก็ต้องไปฆ่าตัวเองด้วยวิธีนั้นอีก ตายเกิด ๆ นับไม่ถ้วน

เจ้าหน้าที่พาแม่ชีอาจารย์เดินผ่านไปหลายแห่งพอมาถึงหน้าศาลก็หยุด แม่ชีอาจารย์ทองสุขมองไปในศาล แลเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด บัลลังก์ก็สวยงามใหญ่โตเป็นสง่า เสมียนซ้ายขวาแต่งตัวเหมือนข้าราชการนายทหารผู้ใหญ่ นั่งวางท่าสง่าหนวดโง้ง ทหารรักษาประตูมีเป็นกองร้อย ล้วนเข้มแข็ง ถืออาวุธ ยมบาลแต่งตัวเหมือนพระเจ้าแผ่นดิน สวยงามมากเป็นสง่าน่ากลัว ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด

แม่ชีอาจารย์จึงถามเจ้าหน้าที่ว่า “นี่เป็นศาลใหม่หรือ” เขาตอบว่า “ไม่ใช่ เป็นศาลเก่า แต่วันนี้สัตว์ผู้ถูกจับมาใหม่คงจะเป็นเจ้านายใหญ่โตทางเมืองมนุษย์ ยมบาลจึงเนรมิตทุกสิ่งทุกอย่างในศาลให้ดูน่าสะพรึงกลัว ใหญ่โตเต็มไปด้วยอำนาจราชศักดิ์ และเกียรติศักดิ์เพื่อให้ผู้ถูกจับมาจะได้เกรงขาม ยมบาลท่านแปลงตัวได้ทุกอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติก็ได้ ให้แปลกประหลาดพิสดารก็ได้ ถ้าจับคนใจร้ายดุดันเป็นจอมโจรมา ท่านก็แปลงตัวเป็นดุร้ายหน้าตาเหมือนยักษ์ทำอำนาจตวาดและกระทืบบาทดังสนั่นหวั่นไหว ให้ดูน่ากลัว ยิ่งกว่าจอมโจรนั้นๆหลายพันเท่า”

“ทั้งนี้เพื่อเป็นการปราบพยศสัตว์ต่าง ๆ เสียแต่แรกพบ มนุษย์ทุกคนเมื่อไปสู่เมืองยมบาลแล้ว ถึงจะเคยใหญ่โตแค่ไหน ยมบาลหรือเจ้าหน้าที่ในเมืองนั้นก็เรียกว่า “สัตว์นรก”ทั้งนั้น และการลงโทษก็ไม่เห็นแก่หน้ากัน ถึงเป็นญาติกันมาก็ไม่ผ่อนผัน ทุกคนต้องได้รับโทษไปตามกรรม”

แม่ชีอาจารย์ฟังเจ้าหน้าที่เขาอธิบายแล้วจึงว่า เธอจะไปไหนก่อนก็ไปเถิด ฉันจะดูยมบาลท่านตัดสินพวกรถคว่ำก่อนถึงจะกลับ แล้วก็ค่อยๆเดินกลับไปนั่งที่เก่า

สัตว์นรกใช้ปากพูดไม่ดี ผิดศีล 4 ก็โดยคีมยักษ์ดึงลิ้นออกมา ทรมานแสนสาหัส

สักครู่หนึ่งก็แลเห็นยมทูตพาพวกที่ตายเพราะรถคว่ำเข้ามาเป็นแถว เสมียนซ้ายขวาก็เปิดบัญชี ถามชื่อและสถานที่อยู่เพื่อสอบดูว่าจะใช่ตัวคนหมดอายุจริงหรือไม่

คนแรก มีไม้กลม ๆ แม่ชีอาจารย์ดูเป็นนานจึงรู้ว่าเป็นพวงมาลัยอัดแน่นติดกับหน้าอก เลือดหยดมาเป็นทาง ยมบาลสอบถามได้ความว่า เขาเป็นคนมียศใหญ่ในเมืองมนุษย์ ขับรถส่วนตัวพาเพื่อน ๆไปหานางโลมและกินเหล้าเมาจึงขับรถชนรถคนอื่น ตัวเขาเองถูกพวงมาลัยกระแทกเข้ากับอกจึงตาย

เสมียนเปิดบัญชีแล้วว่า “อาชีพของเขาทำราชการก็ไม่สุจริต มีการโกงกินกับพ่อค้า ค้าของร้ายคืออาวุธประหัตประหาร แอบขายปืนเถื่อน ทำให้ผู้ร้ายชุกชุม ตัวเขาเองเคยสั่งลูกน้องให้แอบฆ่าคน แล้วยังไม่ได้รับโทษทางเมืองมนุษย์เลย”

ยมบาลทรงพิโรธตวาดว่า “เจ้าสัตว์ผู้มัวเมา เจ้ากระทำความผิดอย่างมากมาย เจ้าจะแก้ตัวว่าอย่างไร ข้าเห็นเจ้าอ้าปากอยู่ตลอดเวลา” ชายคนนั้นตอบว่า “ผมไม่ได้ทำผิด ถ้าทำผิดศาลทางเมืองมนุษย์เขาก็ตัดสินลงโทษแล้ว”

เสมียนตอบว่า “แกต้องมีความผิดแน่ เพราะผู้ตรวจสอบความประพฤติของมนุษย์มารายงานทุกครั้ง” แต่ชายผู้นั้นก็ยังปฏิเสธอยู่นั้นเอง

สัตว์นรกที่พิพากษาแล้ว ผิดศีลข้อ 5 โดนกรอกน้ำโลหะร้อน จนท้องโป่งและระเบิดในที่สุด

เสมียนจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่อีกพวกหนึ่งไปตามโจทก์มา คราวนี้มีคนมากลุ่มใหญ่ มีผู้หญิงชี้หน้าว่าชายผู้นั้นล่อลวง ล่อลวงว่าจะให้ทำงานและจะให้เงินเดือนและผลที่สุดก็ทำลายความบริสุทธิ์ ทำลายแล้วก็ให้ลูกน้องพาไปเข้าซ่องหาเงินต่อไป

อีกคนหนึ่ง สวยมาก เข้ามายืนยันว่าชายผู้นั้นหลอกลวงว่าจะเอาไปให้เจ้านาย แต่ผลที่สุดก็ทำลายเสียก่อนแล้วจึงนำไปส่ง ได้รับความทารุณจนต้องกินยาตาย พวกผู้ชายก็มายืนยันว่า ชายคนนี้มีการค้าของผิดกฎหมายและแอบฆ่าเขาเพื่อเป็นการปิดปาก เมื่อมีโจทก์มายืนยันเข้าจริง ๆ จัง ๆ ชายคนนั้นก็เถียงไม่ได้ ยมบาลจึงให้ไปลงขุมซึ่งมีไฟนรกไหม้อยู่ตลอดวันตลอดคืน

พอชายคนนั้นถูกทหารของยมบาลพาตัวไปแล้ว ทหารก็พาคนโทษมาใหม่อีกคนหนึ่ง แม่ชีอาจารย์เห็นแล้วตกใจ เพราะว่าเป็นทิดสึกใหม่ ผมยังสั้นเกรียนอยู่ จึงตั้งใจคอยฟังดูว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรกัน ก็ได้ยินเสียงยมบาลตวาดว่า “สัตว์ผู้โง่เขลา ทำไมบวชแล้ว จึงยังทำชั่ว เวลาอุปัชฌาย์อาจารย์สอนให้ปลงอสุภ พิจารณา เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ไม่ได้ทำดอกหรือ” เขาบอกว่า “ผมว่าตามเมื่อเวลาจะบวชเพียงครั้งเดียว บวชแล้วไม่ได้เคยเข้ากรรมฐานพิจารณาตัวเลย พอลาสิกขาบทเพื่อนชวนไปหานางโลมและเสพสุรา จึงไปกับเพื่อน พอดีรถชนกันเลยคอหักตาย”

สัตว์นรกถูกจับโยนลงในหลุมไฟ หรือขุมตามที่ตัวเองทำบาปไว้

ยมบาลท่านก็สอนว่า “นี่แหละ เข้าใกล้พระธรรมแต่ไม่ทำตาม จึงเป็นอย่างนี้ ตลอดเวลาที่บวชก็มีความผิดต้องสังฆาทิเสสบ่อยๆ ไม่สำรวมระวังในพระวินัยของพระสงฆ์ ผิดแล้วไม่สารภาพรับผิด จึงต้องลำบากมาก”

แล้วแม่ชีอาจารย์ทองสุขท่านก็เห็นยมบาลท่านหันไปพูดอะไรค่อย ๆ กับเสมียนอยู่หลายคำ แล้วจึงได้ยินท่านสั่งว่า “กรรมของสัตว์ผู้นี้ยังไม่หมด มาก่อนเป็นเวลา ๒ ปี เจ้าจงรับเป็นคำสัจว่า จะกลับไปสั่งสอนคนอื่นๆ ให้ประพฤติตัวอยู่ในศีล ๕ – ศีล ๘ ได้หรือไม่”

ทิดสึกใหม่ก็รีบรับคำ ยมบาลท่านใจดี ท่านบอกว่า “ให้ทหารพาไปดูขุมนรกที่ลงโทษคนกินเหล้าและบ้ากามให้ดูนาน ๆ แล้วรีบพาไปส่งเพราะร่างจะเน่าเสียก่อนยังเหลืออีก ๒ ปี แต่ถ้าทำดีจะได้อยู่ถึง ๒๐ ปี อายุ ๔๔ จึงค่อยมาใหม่”

ที่มา: Dhammakaya.org, Winnews.tv

Facebook Comments

762total visits,1visits today