เมื่อก่อนก็ไม่รู้ พอสวดธรรมจักรมากๆ ถึงได้รู้ว่า “พระพุทธศาสนา เป็นยิ่งกว่า ศาสนา”

ชีวิตทุกชีวิตที่เกิดมา ล้วนมีความแตกต่าง ๆ กันอย่างสิ้นเชิง ไม่เว้นแม้กระทั่งคู่แฝดแท้ แฝดเทียม เด็กในหลอดแก้ว ก็ตาม เพราะเหตุแห่งการเกิดที่ไม่เหมือนกัน นั่นคือ วิบากกรรมแห่งความดีหรือความชั่ว ที่เพียงแค่คิดในใจ หรือแค่เพียงพูดออกมาเบา ๆ หรือการกระทำที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับใครเลยก็ตาม นั่นไม่ใช่ของฟรีที่เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เป็นผลแห่งการคิด พูด ทำ มาก่อนในอดีต หรืออาจเกิดขึ้นใหม่ เพราะบุญบาป บีบคั้น และยังมีโปรแกรมของกฎแห่งกรรมที่รองรับบันทึกไว้อีกด้วย

ความรู้ในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่วิชาท่องจำ แต่ต้องนำมาปฏิบัติด้วยตัวเอง แล้วจึงประสบผลกับผู้ปฏิบัติเอง ซึ่งไม่เหมือนใคร เพราะเหตุเบื้องต้นดังกล่าวแล้ว

ยิ่งนานวัน ก็จะยิ่งรู้คุณค่าของพระพุทธศาสนา เพราะในแต่ละวัน แค่เพียงความคิด คำพูด การกระทำ ของเรา ที่มากมายนับไม่ถ้วน นั่นคือเหตุและผลที่มีสอนในพระพุทธศาสนา

ดังคำกล่าวที่ว่า “เรามีกรรมเป็นของตัว เราทำดี จักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว”

แหล่งภาพจาก GangBeauty

หากวันนี้ เราแค่โกรธ หรือขุ่นมัวกับส่ิงใด สิ่งนั้นก็ได้ถูกบันทึกไว้ให้มีวิบากหรือผลของความขุ่นมัวนั้นแล้ว และยิ่งยืดเวลาแห่งการเข้าสู่พระนิพพานให้ยาวออกไป เพราะวิบากกรรมจากความขุ่นมัวหรือความโกรธนั้น

หากวันนี้ เราแค่พูดไม่ดี ทำให้กระทบกระเทือนจิตใจ หรือทำลายกำลังใจ ผู้ที่ได้ยินได้ฟัง หรือทำร้ายชีวิตของผู้อื่น คำพูดนั้นก็ทำให้เรามีวิบากกรรมที่ต้องเสียเวลาให้เราต้องยืดเวลาแห่งการถึงเป้าหมายแห่งการเกิดมาของชีวิต นั่นคือพระนิพพานให้ยืดยาวออกไปอีก

และหากวันนี้ เราได้ลงมือกระทำเพื่อการฆ่าหรือ การขโมย หรือการประพฤติผิดในภรรยา สามี บุตรธิดา มารดา บิดาของผู้อื่น ก็ย่อมไม่ต้องพูดถึงว่า ผลกรรมหรือวิบากแห่งการกระทำนั้น จะยืดเวลาแห่งการบรรลุเป้าหมายการเกิดของชีวิตเราอีกยาวนานเท่าใด

ถึงวันนี้ หลายชีวิต ต้องอยู่ในตำแหน่งหน้าที่การงานที่ต้องพูด ต้องคิด ต้องลงมือกระทำ และโดยเฉพาะที่ต้องคิด พูดและทำกับคนหมู่มาก หรือแม้แต่ผลกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ จำนวนมาก ก็ยิ่งต้องระมัดระวัง อย่างเคร่งครัด เพราะการส่งผลแห่งการกระทำที่ “กฎแห่งกรรม” ได้เซ็ตโปรแกรมไว้ เป็นระบบที่ละเอียดลออ เกินกว่าคาดคิดด้วยสมองแห่งปุถุชนเช่นเราจะรู้ได้

แหล่งภาพจาก ข่าวสด

ยกตัวอย่างเช่น นาย ก.ไปฆ่า นาย ข.ที่กำลังจะจบการศึกษาจนเสียชีวิต ผลแห่งวิบากกรรมนี้ จะส่งอย่างไร…

กฎแห่งกรรม ไม่ได้เซ็ตแค่ว่า นาย ก. ก็จะถูกฆ่าบ้างแบบที่เราเข้าใจเพียงอย่างเดียว แต่ผลแห่งบาปนั้นต้องดูให้ละเอียดกว่านั้นคือ ญาตินาย ข. มีใครบ้าง เช่น พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย พี่น้อง ป้าน้าอา เพื่อน คนรัก ฯลฯ ว่าเขาเสียใจขนาดไหน ในการที่เขาต้องสูญเสียนาย ข.ไป และยิ่งนาย ข. กำลังทำหน้าที่เสาหลักให้กับครอบครัวอีกด้วย ย่อมกระทบกระเทือนมากตามไปด้วย นี่แหละคือสิ่งที่ นาย ก.จะได้รับผลแห่งการฆ่านาย ข. สักวัน อาจไม่ใช่ในชาติปัจจุบัน แต่อาจเป็นในอนาคต และได้รับไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่จะได้รับผลบาปหลายชาติจนกรรมเบาบางและหมดไป

คิดไกลออกไปอีกหน่อย นาย ข. กำลังเป็นที่พึ่งของชุมชน เป็นที่หวังของบริษัทห้างร้านที่เขาเข้าไปรับใช้งานเพื่อความเจริญรุ่งเรืองขององค์กร แต่ต้องดับวูบลง เพราะเขาเสียชีวิต นั่นก็จะเป็นวิบากกรรมที่นาย ก. ต้องได้รับในสักวันเช่นกัน เมื่อวิบากแห่งการกระทำครั้งเดียวที่ผิดพลาดยังมากขนาดนี้ แล้วในแต่ละนาที แต่ละชั่วโมง แต่ละวัน เราคิด พูด ทำ อะไรกันไว้บ้าง ดีหรือชั่ว เป็นบุญกุศลหรือเป็นบาป ประณีตหรือมักง่าย นั่นจะส่งผลกับเราขนาดไหน

ถ้าไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นยอดกัลยาณมิตรพระองค์แรกของโลก บังเกิดขึ้น เราก็ย่อมไม่มีทางได้รับรู้สิ่งเหล่านี้ได้เลย

ดังนั้น “พระพุทธศาสนา จึงเป็นยิ่งกว่า ศาสนา” ด้วยเหตุหลายประการนี้เอง

ที่สำคัญที่สุด ที่ควรเข้าใจคือ “ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ในโลกนี้ ในภพสามนี้ ก็ตาม ย่อมมีทุกข์ตลอดเวลา เพราะกิเลสยังไม่หมดไปจากใจของเรา กิเลสจึงยังบีบคั้นควบคุมบังคับให้เราคิด พูด ทำ ในสิ่งที่ไม่เป็นความดีเลย นี่คือหน้าที่ของกิเลส ส่วนที่บังคับบีบคั้น คอยช่วยเหลือให้เราไม่คิด ไม่พูด ไม่ทำ สิ่งที่ชั่ว คือบุญ ที่มาจากฝ่ายพระ นั่นเอง (พระกับมาร ปราบปรามกันอยู่)”

หน้าที่ของฝ่ายพระหรือฝ่ายบุญความดี ก็เป็นอย่างนี้ จึงจะเห็นได้ว่า นี่แหละทำไม ต้องทำบุญบ่อย ๆ สวดมนต์ นั่งสมาธิ บ่อย ๆ ทำความดีบ่อย ๆ ส่วนการประกอบอาชีพ ก็ทำไปเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต แต่หน้าที่การเกิดมาที่แท้จริงคือ การทำความดี การสั่งสมบุญบารมีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อเป็นกำลังในการต่อสู้กับกิเลสหรือบาปที่คอยบังคับใจของเราให้ตกต่ำอยู่ทุกอนุวินาที นั่นเอง.

เพื่อเป็นการรักษาและปกป้องใจ ให้คิด พูด และกระทำ ในสิ่งที่ดี ๆ เป็นบุญ เป็นกุศล แบบง่าย ๆ ไม่ต้องจ่ายสตังค์ นั่นคือการสวดมนต์ “บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” แม่บทแห่งธรรมะทั้งปวงขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีอานุภาพ ขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ความไม่ดีทั้งหลายในใจ ให้เบาบางและหมดไปได้ แม้เป็นช่วงสั้น ๆ ที่เรากำลังสวดก็ตาม แต่เมื่อทำบ่อย ๆ สวดบ่อย ๆ ใจเราย่อมคุ้นกับสิ่งนี้ ดีกว่าปล่อยให้ไปคุ้นกับกิเลสที่ครอบงำใจ ของเราตลอดเวลา.

เข้าร่วมกิจกรรมสวดธรรมจักร 24 น. และส่งยอดสวดร่วมกันทั่วโลกได้ที่ : www.ForBrighterWorld.com

เครดิต : กระดิ่งช่อฟ้า

Facebook Comments

260total visits,3visits today