การโปรยกลีบดอกไม้ต้อนรับพระเป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล คงไม่แปลกอะไรถ้าปัจจุบัน ชาวพุทธจะช่วยกันฟื้นฟูประเพณีอันดีงามนี้ให้กลับคืนมา.. 

การโปรยกลีบดอกไม้ต้อนรับพระเป็นประเพณี ที่มีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล คงไม่แปลกอะไรถ้าปัจจุบัน ชาวพุทธจะช่วยกันฟื้นฟูประเพณีอันดีงามนี้ให้กลับคืนมา..  

การโปรยดอกไม้ต้อนรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

เรื่องราวเกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลในช่วงที่พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้นำเหล่าภิกษุสงฆ์สาวกกว่า 500 รูป เดินทางไปโปรดชาวเมืองไพศาลีเมื่อครั้งที่เมืองแห่งนี้ ได้ประสบพบเจอกับภัยร้ายแรงถึง 3 อย่างในเวลาไร่เรี่ยกัน

เมืองไพศาลีเกิดภาวะทุพภิกขภัยจนทำให้ชาวเมืองต่างพากันล้มตายกันเป็นจำนวนมากเพราะความหิว

เรื่องก็มีอยู่ว่า ในสมัยหนึ่งเมืองไพศาลี ซึ่งอยู่ในแคว้นวัชชี ได้เกิดภาวะทุพภิกขภัย จนเป็นเหตุทำให้พวกชาวเมืองต่างพากันล้มตายกันเป็นจำนวนมากเพราะความหิว และด้วยกลิ่นซากศพของพวกชาวเมืองที่ถูกทิ้งไว้ในเมืองแห่งนี้ จึงทำให้พวกอมนุษย์ได้เฮโลพากันเข้ามาอยู่ในเมืองไพศาลี ภายหลังจากที่พวกอมนุษย์ได้เข้ามาอยู่ในเมืองแล้ว พวกอมนุษย์ก็ได้ทำร้ายพวกชาวเมืองจนทำให้พวกชาวเมืองได้ล้มตายกันเป็นจำนวน มาก เมื่อมีคนตายมากเข้าๆ ซากศพของพวกชาวเมืองจึงกลายเป็นบ่อเกิดของโรคระบาดร้ายแรง ซึ่งก็คือ อหิวาตกโรค

ชาวเมืองบางส่วนคิดว่าภัยทั้งหลายเกิดจากมนุษย์เสื่อมจากศีลธรรมบางส่วนคิดว่าถ้าพวกเรากระทำการบวงสรวงหรือพลีกรรมภัยทั้งหลายก็น่าจะสงบลง 

เมื่อภัยร้ายแรงทั้ง 3 อย่างเกิดขึ้นในเมืองไพศาลีแล้ว ชาวเมืองทั้งหลายจึงได้ประชุมกันเพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาใน ครั้งนี้ โดยชาวเมืองบางส่วนก็คิดว่า ภัยทั้งหลายเกิดจากมนุษย์เสื่อมจากศีลธรรม บางส่วนก็คิดว่าถ้าพวกเรากระทำการบวงสรวงหรือพลีกรรมแล้ว ภัยทั้งหลายก็น่าจะสงบลง แต่เมื่อพวกชาวเมืองเหล่านั้นทำการบวงสรวงและพลีกรรมแล้ว ภัยทั้งหลายก็ยังไม่สงบดังที่คิดเอาไว้

ชาวเมืองที่เป็นสัมมาทิฏฐิได้กล่าวว่าพระองค์เสด็จมาในที่นี้แล้ว ภัยทั้งหลายเหล่านี้ก็คงจะสงบลงเป็นแน่

จนในที่สุดพวกชาวเมืองที่เป็นสัมมาทิฏฐิก็ได้กล่าวกันในทำนองที่ว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว พระองค์ทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก และทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เมื่อพระองค์เสด็จมาในที่นี้แล้ว ภัยทั้งหลายเหล่านี้ก็คงจะสงบลงเป็นแน่ ”

ด้วยเหตุนี้เอง พวกชาวเมืองไพศาลีจึงได้เดินทางจากแคว้นของตน ไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่วัดเวฬุวันมหาวิหาร เพื่อจะกราบบังคมทูลเชิญพระพุทธองค์เสด็จมาโปรดชาวเมืองไพศาลี เมื่อพระพุทธองค์ทรงฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองไพศาลีแล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงรับอาราธนาที่จะเสด็จเดินทางไปยังเมืองไพศาลี พร้อมกับเหล่าพระภิกษุสงฆ์กว่า 500 รูป

พระเจ้าพิมพิสารทรงมีรับสั่งให้ปรับพื้นที่ใช้เป็นเส้นทางเสด็จให้สม่ำเสมอ และสร้างวิหารซึ่งใช้เป็นที่ประทับในทุกๆ 1 โยชน์

และก่อนที่พระพุทธองค์และคณะสงฆ์กว่า 500 รูปจะเสด็จเดินทางจากวัดเวฬุวันมหาวิหาร ไปยังเมืองไพศาลีนั้น พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงมีรับสั่งให้ปรับพื้นที่ซึ่งจะใช้เป็นเส้นทางเสด็จให้ สม่ำเสมอ และสั่งให้สร้างวิหารซึ่งใช้เป็นที่ประทับในทุกๆ 1 โยชน์

เมื่อถึงวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเดินทางพระเจ้าพิมพิสารก็ทรงรับสั่งให้ตั้งขบวนรับเสด็จในทุกๆ 1 โยชน์

เมื่อถึงวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเดินทางไปพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ สาวกกว่า 500 รูป พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงรับสั่งให้ตั้งขบวนรับเสด็จในทุกๆ 1 โยชน์ เพื่อบูชาธรรมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและคณะสงฆ์กว่า 500 รูปด้วยดอกไม้และของหอม โดยจัดให้มีการโปรยดอกไม้ 5 สีในระหว่างเส้นทางที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จผ่าน แล้วก็ทรงรับสั่งให้จัดขบวนธงชัย, ธงแผ่นผ้าและต้นกล้วย รวมถึงให้กั้นเศวตฉัตร 2 คันซ้อนกันแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และให้กั้นเศวตฉัตร 1 คันแด่พระภิกษุสงฆ์สาวกแต่ละรูป เมื่อขบวนเสด็จเดินจนครบ 1 โยชน์ พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงอาราธนาให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและคณะสงฆ์กว่า 500 รูป ประทับอยู่ในวิหารและถวายมหาทานด้วยความเคารพ

พระเจ้าพิมพิสารตามส่งเสด็จโดยการลุยลงไปในน้ำจนระดับน้ำลึกประมาณพระศอ

เมื่อขบวนเสด็จของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและคณะสงฆ์กว่า 500 รูปเดินทางมาถึงฝั่งของแม่น้ำคงคา พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงรับสั่งให้ขนานเรือ 2 ลำและสั่งให้ทำพลับพลา ซึ่งประดับประดาไปด้วยพวงดอกไม้และปูลาดอาสนะอันประณีตงดงาม จากนั้นพระเจ้าพิมพิสารก็จะตามส่งเสด็จโดยการลุยลงไปในน้ำจนระดับน้ำลึก ประมาณพระศอ เมื่อขบวนเสด็จของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและคณะสงฆ์กว่า500 รูป เดินทางเข้าสู่เขตของเมืองไพศาลีแคว้นวัชชีแล้ว คณะของเจ้าลิจฉวีทั้งหลาย ก็จะทรงมารอรับเสด็จด้วยการลุยลงไปในน้ำที่ลึกประมาณพระศอ เช่นเดียวกัน หลังจากนั้น คณะของเจ้าลิจฉวีทั้งหลายก็จะทรงนำเรือเข้าสู่ฝั่ง

ทันทีที่พระพุทธองค์ทรงเหยียบฝั่งของแคว้นวัชชีมหาเมฆก็ตั้งขึ้นฝนโบกขรพรรษ ก็พลันตกลงมาพัดพาเอาซากศพทั้งหมดไหลลงสู่แม่น้ำคงคา

และในทันทีที่พระพุทธองค์ทรงเหยียบฝั่งของแคว้นวัชชี มหาเมฆก็ตั้งขึ้น ฝนโบกขรพรรษ ก็พลันตกลงมา แล้วน้ำก็ได้พัดพาเอาซากศพทั้งหมดไหลลงสู่แม่น้ำคงคา ซึ่งก็ทำให้พื้นที่ภายในเมืองไพศาลีสะอาดสะอ้านขึ้นมาในทันที เมื่อคณะของเจ้าลิจฉวีทั้งหลายได้เห็นเหตุอัศจรรย์เช่นนั้น คณะของเจ้าลิจฉวีจึงได้ถวายการสักการะแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและคณะสงฆ์ เพิ่มมากกว่าที่พระเจ้าพิมพิสาร ได้ทรงกระทำถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็น 2 เท่า

ทันทีที่ท้าวสักกะเทวราชและเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่มาถึง พวกอมนุษย์ต่างก็ได้พากันอพยพหนีกันแบบจ้าล่ะหวั่น

ซึ่งการเสด็จเข้าไปสู่เมืองไพศาลีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและคณะสงฆ์กว่า 500 รูปนั้น ก็ทำให้ท้าวสักกะเทวราชและหมู่เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่อดใจไม่ไหวได้ลงมาตาม เสด็จไปด้วย และในทันทีที่ท้าวสักกะเทวราชและเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่มาถึง พวกอมนุษย์ที่เข้ามาสิงอยู่ภายในเมืองต่างก็ได้พากันอพยพหนีกันแบบจ้าล่ะ หวั่น

พระพุทธองค์ทรงรับสั่งให้พระอานนท์เรียนรัตนสูตรแล้วพรมน้ำพระพุทธมนต์ในระหว่างกำแพงเมืองทั้ง 3 ชั้น

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับยืนอยู่ที่บริเวณประตูเมืองไพศาลี แล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงรับสั่งให้พระอานนท์เรียนรัตนสูตร จากนั้นก็ทรงรับสั่งให้พระอานนท์ไปกับคณะเจ้าลิจฉวีเพื่อทำพระปริตร แล้วพรมน้ำพระพุทธมนต์ในระหว่างกำแพงเมืองทั้ง 3 ชั้น หลังจากที่พระอานนท์เรียนรัตนสูตรและรับเอาบาตรศิลาจากพระพระสัมมาสัมพุทธ เจ้ามาแล้ว พระอานนท์ก็ได้ระลึกถึงพระพุทธคุณ แล้วก็ได้ทำพระปริตรในระหว่างกำแพงทั้ง 3 ชั้น ในทันทีที่พระอานนท์เริ่มกล่าวคาถาว่า “ ยานีธะ ภูตานิ ” หยาดน้ำพระพุทธมนต์ที่พระอานนท์ได้ประพรมลงไป ก็ได้เป็นเหมือนเทริดเงิน หรือชฎาปลายแหลม ที่พุ่งขึ้นไปบนอากาศแล้วก็ตกลงมาโดนตัวของพวกชาวเมืองที่ล้มป่วยด้วยโรค อหิวาตกโรค

น้ำพระพุทธมนต์ที่พระอานนท์ประพรมลงไปได้พุ่งขึ้นไปบนอากาศแล้วก็ตกลงมาโดนตัวพวกอมนุษย์ที่ยังไม่ยอมหนี

และในทันใดนั้นเอง พวกชาวเมืองที่ล้มป่วยต่างก็หายจากอหิวาตกโรคในทันที และเมื่อพระอานนท์ได้กล่าวไปจนถึงบท “ ยังกิญจิ ” น้ำพระพุทธมนต์ที่พระอานนท์ประพรมลงไป ก็ได้พุ่งขึ้นไปบนอากาศแล้วก็ตกลงมาโดนตัวพวกอมนุษย์ที่ยังไม่ยอมหนี ซึ่งส่วนใหญ่จะหลบอยู่ตามกองหยากเยื่อและฝาเรือน ทันทีที่หยาดน้ำพระพุทธมนต์สัมผัสโดนตัวพวกอมนุษย์เหล่านี้ พวกอมนุษย์ที่ยังเหลืออยู่ต่างก็ทนไม่ไหวและได้พาหนีออกจากเมืองกันไปจนหมด เมื่อพระธรรมเทศนาจบลงชาวเมืองไพศาลีกว่า 84,000 คนก็ได้มีดวงตาเห็นธรรม

ภายหลังจากที่พวกอมนุษย์ได้หนีกันไปหมดแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงรัตนสูตรด้วยตัวของพระองค์เอง และเมื่อพระธรรมเทศนาจบลงชาวเมืองไพศาลีกว่า 84,000 คนก็ได้มีดวงตาเห็นธรรม ในครั้งนั้น

จากเรื่องราวดังกล่าวจะเห็นได้ว่า คุณของพระพุทธ , พระธรรมและพระสงฆ์ มีอานุภาพไม่มีประมาณจริงๆ

ดังนั้น การโปรยกลีบดอกไม้ต้อนรับพระ จึงมิได้เป็นเพียงแค่การโปรยกลีบดอกไม้ต้อนรับพระเท่านั้น แต่ยังเป็นการปลูกศรัทธาในพระพุทธศาสนาให้เกิดขึ้นในใจของผู้คน เป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมชาวพุทธให้แข็งแกร่ง และฟื้นฟูประเพณีที่ดีงามให้กลับคืนมา ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่ศรัทธาของชาวพุทธงอกงามขึ้น เมื่อนั้นความเจริญรุ่งเรืองยั่งยืนนาน ของพระพุทธศาสนาก็จะไม่หนีไปไหน

ในฐานะชาวพุทธ การกระทำสิ่งใดก็ตามที่ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นสิ่งที่ดีและควรกระทำ ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าเราจะจับมือกันฟื้นฟูประเพณีที่ดีงามนี้ให้กลับคืนมา และก็หวังว่า คุณ.. คือคนหนึ่งที่จะมาช่วยกันทำสิ่งที่ดี ๆ ให้เกิดขึ้นเพื่อพระพุทธศาสนา

ขอบคุณ www.dmc.tv/dhammayatra

Facebook Comments

2687total visits,1visits today